ทำความรู้จัก "หวัด2009" และรับทราบ สถานการณ์ปัจจุบัน
ไข้หวัดชนิดนี้ เดิมถูกเรียกว่า "ไข้หวัดหมู" ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อ ตามสถานที่แพร่ระบาด เริ่มแรกเป็น "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก" และปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศชื่อเรียกโรคนี้อย่างเป็นทางการว่า "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 ชนิด A H1N1"
ไข้หวัดดังกล่าวเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่จากเชื้อไวรัสชนิด A สายพันธุ์ H1N1 ที่มีสารพันธุกรรมของไวรัสของคน หมู และนกผสมกัน แต่มีความแตกต่างจากไข้หวัดดั้งเดิม ที่พบในหมูที่เกิดขึ้นได้ตามฤดูกาล อีกทั้งลักษณะสายพันธุ์ ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ในคน ไวรัสสายพันธุ์นี้เป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อในตัวคน ไม่ใช่จากหมูสู่คน สาเหตุที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคนไม่มีภูมิต้านทานโรคชนิดนี้ ตามธรรมชาติ และวัคซีนสำหรับโรคนี้จะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาขึ้นมา
ลักษณะการติดต่อของหวัด 2009 นี้ เป็นการติดต่อจากคนสู่คน ไม่ใช่จากหมูสู่คน ไม่เหมือนไข้หวัดนก มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ในคนโดยทั่วไป คือ เชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของ ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา มักพบในคนที่แข็งแรงช่วงอายุ 20-40 ปี ส่วนประชาชนที่บริโภคหมู ก็ไม่ต้องกลัว เพราะหากปรุงสุกก็ไม่มีอันตรายอะไร
อาการของผู้ที่ติดโรคนี้จะคล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก นอกจากนี้ ในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการที่รุนแรงขึ้นได้ ขอย้ำเพื่อไม่ให้ตื่นตกใจ ผู้ที่มีอาการไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ไม่ต้องมาพบแพทย์ ยกเว้นรายที่มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ขอให้มาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งหากค้นพบผู้ป่วยได้เร็ว แยกโรค แยกผู้ป่วยไม่ให้กระจายเชื้อ โดยสวมหน้ากากอนามัย และให้ยาทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ภายใน 48 ชั่วโมงที่มีไข้ ส่วนใหญ่รอดชีวิต
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่าความรุนแรงของหวัด 2009 จะน้อยกว่าไข้หวัดนกที่ไทยเคยเผชิญมาก่อนหน้านี้ โอกาสผู้ป่วยเสียชีวิตจากไข้หวัดนกมีสูงถึง 60% ในขณะที่ผู้ป่วยไข้หวัด2009 จะมีโอกาสเสียชีวิตประมาณ 6% คือรุนแรงน้อยกว่าประมาณ 10 เท่า
นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังได้ออกประกาศแนะนำถึงวิธีปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว สรุปได้ว่า โรคนี้ยังไม่มีระบาดในประเทศไทย ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงหลักคือบุคคลที่เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งหากผู้ที่อยู่ในข่ายดังกล่าว มีอาการคล้ายเป็นหวัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจจะดีที่สุด ส่วนผู้ที่ไม่ได้มีความเสี่ยงในการเดินทางออกนอกประเทศ แต่มีอาการคล้ายเป็นหวัดหรือเป็นไข้หวัดใหญ่ ก็ควรจะพบแพทย์เช่นกัน และควรแจ้งรายละเอียดความเสี่ยงต่างๆ เช่น พบปะพูดคุยกับชาวต่างชาติ หรือไปอยู่ในกลุ่มคนที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่ง ส่วนบุคคลที่ปกติดี ควรออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันหวัด 2009 ด้วยการหลีกเลี่ยงสถานที่มีคนมากๆ และคาดหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค
<<กลับ |